Turnip

วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11
วันพุธที่ 15 มีนาคม 2560
เวลาเรียน 8.30-12.30 น.

เนื้อหาที่เรียน
   การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
รูปแบบการจัดการศึกษา
   1.การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
   2.การศึกษาพิเศษ (Special Education)
   3.การศึกษาแบบเรียนร่วม  (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
   4.การศึกษาแบบเรียนรวม  (Inclusive Education)
     💙การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
         เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
     💙ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming
         -การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
         -มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
         -ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน         
         -ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน    
     💙การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)        
        -การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา        
        -เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ        
        -เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้    
     💙การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)        
        -การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน         
        -เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ         
        -มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน        
        -เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน      
      💙ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)          
         -การศึกษาสำหรับทุกคน          
         -รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา         
         -จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล      
      💛Wilson , 2007💛          
         -การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion) เป็นหลัก          
         -การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน        
         -กิจกรรมทุกชนิดที่จะนำไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้         
         -เป็นการกำหนดทางเลือกหลายๆ ทาง

ปรัชญาความเสมอภาคทางการเรียน
 "Inclusive Education is Education for all, 
It involves receiving people 
at the beginning of their education, 
with provision of additional services 
needed by each individual"
การศึกษาสำหรับทุกคน
ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับ
การเริ่มต้นทางการศึกษา
และได้รับการส่งเสริมช่วยเหลือ
แตกต่างกันไปเป็นรายบุคคล

        💜สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม           
             -เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล           
             -เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา           
             -เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน(Education for All)           
             -การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ   
             -เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก           
             -เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียนทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้ และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ “รวมกัน” ที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน           
             -ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยก

   ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
       -ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้ “สอนได้”    
       -เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด


บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม
คุณครูให้นักศึกษาวาดรูปดอกบัวและระบายสีให้สวยงามและเหมือนที่สุด




"จากกิจกรรมนี้ ในการวาดรูปหรือเขียนใต้ภาพที่ถูกต้องคือ วาดและเขียนจากสิ่งที่เห็น ไม่ควรใส่ความรู้สึกลงไป ก็เหมือนกับการที่เรามองเด็กพิเศษ เราควรมองในสิ่งที่เห็น"

   บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม   
        ๐ ครูไม่ควรวินิจฉัย        
             -การวินิจฉัย หมายถึงการตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง        
             -จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้    
        ๐ ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก        
             -เกิดผลเสียมากกว่าผลดี         
             -ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป        
             -เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ    
       ๐ ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ      
             -พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา                                          
            -พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว      
            -ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ      
            -ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้       
            -ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา     
         ๐ ครูทำอะไรบ้าง       
             -ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ       
            -ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย      
            -สังเกตเด็กอย่างมีระบบ       
            -จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ     
         ๐ สังเกตอย่างมีระบบ      
            -ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู      
            -ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ช่วงเวลายาวนานกว่า       
            -ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา     
         ๐ การตรวจสอบ      
             -จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร      
             -เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น      
             -บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ    
         ๐ ข้อควรระวังในการปฏิบัติ      
              -ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้     
              -ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้      
              -พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป    
         ๐ การบันทึกการสังเกต      
              -การนับอย่างง่ายๆ      
              -การบันทึกต่อเนื่อง      
              -การบันทึกไม่ต่อเนื่อง    
          ๐ การนับอย่างง่ายๆ     
             -นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม     
             -กี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง     
             -ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม    
           ๐ การบันทึกต่อเนื่อง     
             -ให้รายละเอียดได้มาก   
             -เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง     
             -โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ





          ๐ การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
             -บันทึกลงบัตรเล็กๆ             
             -เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง


        💚การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
             -ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่อง มากกว่าชนิดองความบกพร่อง                       -พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ         
         💚การตัดสินใจ              
             -ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง              
             -พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่

การนำมาประยุกต์ใช้
     -สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กพิเศษที่เรียนร่วมกับเด็กปกติได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และควรรู้อะไร ควรทำอย่างไร นำมาใช้อย่างไรเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ความพอดี
     -สามารถนำมาเป็นความรู้เพื่อต่อยอดทางการศึกษา หรือการศึกษาต่อในอนาคตได้

ประเมินผล
  ประเมินตนเอง
    เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายเรียบร้อย ตั้งใจเรียน จดบันทึกเนื้อหาที่เป็นประเด็นสำคัญ ตั้งใจทำกิจกรรมในห้องเรียน มีความสนุกสนาน

 ประเมินเพื่อน
    เพื่อนๆตั้งใจเรียน เข้าเรียนตรงเวลา และทุกคนให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆเป็นอย่างดี

 ประเมินอาจารย์
   อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา เเต่งกายสุภาพ มีการเตรียมการสอนมาดี อาจารย์น่ารักเป็นกันเอง และทุกครั้งจะมีการยกตัวอย่างจากในเนื้อหา ทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10
วันพุธที่ 8 มีนาคม 2560
เวลาเรียน 8.30-12.30 น.
***สอบกลางภาค***
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560
เวลาเรียน 8.30-12.30 น.
เนื้อหาที่เรียน
   ก่อนเริ่มการเรียนการสอน อาจารย์ให้นักศึกษาออกมาเล่าถึงการไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนเกษมพิทยา และแจกวัสดุอปกรณ์คือ สีเมจิก 

💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗💗

8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ 
(Children with Behavioral and Emotional Disorders)

•มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
•แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
•มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
•เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
•เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
•ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
  ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
     -ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
     -ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
     -ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต
  การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
     👉ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)      
        -ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์      
        -ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด     
        -กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น   
        -เอะอะและหยาบคาย   
        -หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน    
        -ใช้สารเสพติด      
        -หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ




       👉ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)              
         -จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
         -ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา      
         -งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด       
       👉สมาธิสั้น (Attention Deficit)             
         -มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา             
         -พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น             
         -มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ       
      👉การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)                                                             
         -หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น             
         -เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา           
         -ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก       
       👉ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย(Function Disorder)
          -ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)              
          -การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)              
          -การปฏิเสธที่จะรับประทาน              
          -รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้              
          -โรคอ้วน (Obesity)             
          -ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)      
        👉ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง             
            -ขาดเหตุผลในการคิด             
           -อาการหลงผิด (Delusion)             
           -อาการประสาทหลอน (Hallucination)             
           -พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง       
      สาเหตุ          
1.ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)          
2.ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)        
       ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก           
      -ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ            
      -รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
      -มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน            
      -มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์           
      -แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย            
      -มีความหวาดกลัว         
     เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก             
1.เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)             
2.เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)
-------------------------------------------------
เด็กสมาธิสั้น 
(Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)




  ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ
                                                          1.Inattentiveness                                                                                                            2.Hyperactivity                                                                                                                3.Impulsiveness    
       1.Inattentiveness (สมาธิสั้น)        
          -ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ        
          -ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ        
         -มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย        
         -เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ        
         -เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด    
      2.Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)       
         -ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก       
        -เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา        
        -เหลียวซ้ายแลขวา        
        -ยุกยิก แกะโน่นเกานี่      
        -อยู่ไม่สุข ปีนป่าย       
        -นั่งไม่ติดที่      
       -ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง     
     3.Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)        
       -ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม       
       -ขาดความยับยั้งชั่งใจ
       -ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
       -ไม่อยู่ในกติกา      
       -ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง  
      -พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง     
      -ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน     
    สาเหตุ         
         -ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)         
          -ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex)         
          -พันธุกรรม         
          -สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ   
    💖ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น💖    
       สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก

✊อยู่ไม่สุข (Hyperactivity )✊
✊สมาธิสั้น (Attention Deficit )✊

     ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
        -อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน        
        -ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก       
        -ดูดนิ้ว กัดเล็บ       
        -หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม       
        -เรียกร้องความสนใจ        
        -อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า        
        -ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว        
        -ฝันกลางวัน        
        -พูดเพ้อเจ้อ
👱👱👱👱👱👱👱👱👱👱👱👱👱

9. เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)



         -เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก          -เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน        
        -เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด       
        -เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด 




การนำมาประยุกต์ใช้
   -สามารถนำไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไปในอนาคตได้
   -นำไปเป็นความรู้ในการเรียนต่อไปในอนาคต
   -นำไปใช้ในการฝึกการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษ

ประเมินผล
  ประเมินตนเอง
    เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียน พยายามทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เรียน และตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่

  ประเมินเพื่อน
    เพื่อนๆตั้งใจเรียน ช่วยกันตอบคำถามเมื่ออาจารย์ถาม สนุกสนานในการเรียนการสอน และไม่ค่อยพูดคุยกันในระหว่างที่อาจารย์สอน

  ประเมินอาจารย์
    อาจารย์ใจดี เป็นกันเองกับนักศึกษา มีอุปกรณ์วัสดุมาเเจก และอาจารย์ตั้งใจสอน อธิบายสาระการเรียนได้อย่างเข้าใจง่าย มีการยกตัวอย่างประกอบการสอน

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560
เวลาเรียน 8.30-12.30 น.

🎓🎓สอบกลางภาค ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2559🎓🎓

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560
เวลาเรียน 8.30-12.30 น.

ศึกษาดูงานโรงเรียนเกษมพิทยา
    อาจารย์ให้นักศึกษาทุกคนเข้ามาศึกษาดูการเรียนการสอนที่โรงเรียนเกษมพิทยา โดยให้มาตั้งแต่ 7.30 น. เพื่อมาดูน้องๆอนุบาลก่อนเข้าทำกิจกรรม อาจารย์ได้มอบหมายให้นักศึกษาสังเกตพฤติกรรมของเด็กพิเศษ ว่าน้องเป็นโรค มีพฤติกรรมแบบไหน จุดเด่นอะไร น้องต้องการอะไร ต้องได้รับการพัฒนาหรือส่งเสริมในด้านใด
    ตอนเช้าเด็กๆจะเข้าแถวหน้าเสาธง มีการสวดมนต์ไหว้พระออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก และคุณครูให้นักศึกษาออกมาเต้นให้น้องๆดู



    จากนั้นให้นักศึกษาเข้าห้องประชุม แล้วให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรงเรียนเกษมพิทยา การจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวม และให้นักศึกษาไปสังเกตพฤติกรรมของเด็กพิเศษตามห้องเรียนต่างๆ ฉันได้สังเกตห้องอนุบาล 2/1`


    ห้องอนุบาล 2/1 ซึ่งวันนี้มีการสอนที่กำลังจะปิดโปรเจกต์ "หน่วยแมว" และมีน้องที่เป็นเด็กพิเศษ 2 คน คือน้องริลลี่และน้องปราย ซึ่งน้องทั้งสองเป็นเด็กพิเศษกลุ่มดาวน์ซินโดรม


🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸🌸

น้องที่สังเกตพฤติกรรม

ชื่อ: เด็กหญิงทิพย์รดา กาญจนะชีวะ
ชื่อเล่น: น้องปราย
เพศ: หญิง
เด็กพิเศษประเภท: ดาวน์ซินโดรม
พฤติกรรมที่พบเห็น
        -ขณะที่เพื่อนกำลังนำเสนอ น้องตั้งใจฟังเพื่อ
        -เมื่อคุณครูถามน้องจะตอบ แต่จะพูดเสียงเบาๆ
        -เมื่อน้องเจอผู้ชาย น้องจะไม่กล้ามอง ไม่พูดด้วย จะก้มหน้า
        -น้องพูดคุยกับเพื่อนคนอื่นๆได้ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี
        -เมื่อเข้าไปคุยกับน้อง น้องก็จะตอบ
        -น้องไม่ชอบให้กอด
        -น้องเต้นเพลงเหมียว เมื่อคุณครูร้องเพลง

--------------------------------------------------------

ชื่อ: เด็กหญิงพิมพ์วริญช์ เยาวรัตน์
ชื่อเล่น: น้องริลลี่
เพศ: หญิง
เด็กพิเศษประเภท: ดาวน์ซินโดรม
พฤติกรรมที่พบเห็น 
        -น้องไม่ค่อยจะพูดออกมาเป็นประโยคได้ เวลาจะเข้าห้องน้ำน้องจะพูดว่า "ปวดๆ"
        -เมื่อให้ออกไปเต้นที่หน้าเสาธง น้องไม่เต้นแต่จะยืนนิ่ง
        -ระหว่างเพื่อนนำเสนอหน้าห้อง น้องจะพูด อื้อ อื้อ บ่อยครั้ง เหมือนอยากจะมีส่วนร่วม
       -ก่อนนำเสนอน้องแนะนำตัว โดยพูดคำว่า สวัสดีค่ะ 
       -น้องอ่านออกเสียงไม่ชัดเจน แต่จะให้ครูช่วยพาอ่าน น้องจะอ่านตาม
       -ระหว่างที่เพื่อนนำเสนอน้องจะไม่อยู่นิ่ง ชอบเม่อลอย เกาขาตนเอง ขยับตัวไปมา
       -น้องจะพูดเสียงดัง

----------------------------------------------------------------
    เมื่อสังเกตพฤติกรรมน้องๆเสร็จแล้ว อาจารย์ก็ให้นักศึกษารับประทานอาหาร ก่อนปิดงาน ทางอาจารย์และนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ สาขาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชัฏจันทรเกษม ก็ได้มอบของที่ระลึก และตัวแทนได้กล่าวขอบคุณทางโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มาศึกษาดูงาน ขอขอบพระคุณอย่างสูง



การนำไปประยุกต์ใช้
    จากการมาศึกษาดูงานที่โรงเรียนเกษมพิทยาในครั้งนี้ ได้ทั้งความรู้มากมาย ประสบการณ์ที่หลากหลายจากการสังเกตและพูดคุยกับเด็กๆที่น่ารัก ทำให้เราสามารถที่จะนำสิ่งที่ได้รับในวันนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนต่อไปในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ประเมินผล
  ประเมินตนเอง

     ตื่นแต่เช้าเพื่อมาสังเกตการเรียนการสอน แต่งกายสุภาพเรียบร้อย รู้สึกตื่นเต้น ดีใจ และได้ความรู้และประสบการณ์ในการมาศึกษาดูงานในครั้งนี้อย่างมาก

   ประเมินเพื่อน
       เพื่อนๆต่างตั้งใจมาศึกษาดูงานในครั้งนี้มาก เพื่อจะนำมาเป็นประโยชน์แก่ตนเอง ทุกคนมาแต่เช้า และแต่งกายสุภาพ และสนุกสนานในการมาสังเกตน้องๆ

    ประเมินอาจารย์
        อาจารย์แต่งกายสุาพเรียบร้อย และมาแต่เช้า เพื่อให้คำแนะนำนักศึกษา อาจารย์เป็นกันเอง จะคอยให้คำปรึกษานักศึกษาอยู่เสมอ

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560
เวลาเรียน 8.30-12.30 น.

💁💁ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง💁💁